A Canvas Framework for Participatory Design of Cultural Products Using Generative AI
กรอบงานแบบแคนวาสสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วม โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI)

ทีมนักวิจัยประกอบด้วย
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พฤทธิ์ พุฒจร. Asst.Prof. Dr.Pruet Putjorn นักวิจัยกลุ่มวิจัยปฏิสัมพันธ์มนุษย์และความคิดสร้างสรรค์เชิงเทคโนโลยี, อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีมัลติมีเดียและการสร้างภาพเคลื่อนไหว สำนักวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลประยุกต์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง https://linktr.ee/spidyhero
- คุณพัทธยาพร อุ่นโรจน์. หัวหน้าศูนย์วิจัยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อประเทศไทยปลอดขยะ (CEWT). สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
- รองศาสตราจารย์ ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง รักษาการแทน หัวหน้าสถาบันศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ในยุคที่ Generative AI สามารถสร้างภาพได้ในไม่กี่วินาที คำถามสำคัญที่นักออกแบบและนักวัฒนธรรมทั่วโลกกังวลคือ “แล้วจิตวิญญาณของงานหัตถกรรมจะหายไปหรือไม่?”
งานวิจัยล่าสุดจากทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ให้คำตอบที่น่าสนใจผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า “HHAI Canvas” (Hand-Heart-AI Harmony) นี่ไม่ใช่งานวิจัยที่สอนให้ใช้ AI ทำงานแทนมนุษย์ แต่เป็นการออกแบบกรอบแนวคิด (Framework) ที่ทำให้ “หัวใจ” และ “ฝีมือ” ของช่างพื้นบ้าน กลายเป็นแกนหลักในการควบคุมเทคโนโลยี
งานวิจัยนี้ได้นำเสนอที่งานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ECTI DAMT & NCON 2026 ระหว่างวันที่ 4 – 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมแคนทารี ฮิลส์ เชียงใหม่ https://ectidamtncon2026.payap.ac.th/




The Conflict: จิตวิญญาณของงานหัตถกรรมจะหายไปหรือไม่?
เราปฏิเสธไม่ได้ว่า GenAI ช่วยเพิ่มความเร็วในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Speed & Ideation) อย่างมหาศาล แต่ในบริบทของงานหัตถกรรม (Handicrafts) ที่มี “รากเหง้า” ความรวดเร็วอาจแลกมาด้วยการสูญเสียอัตลักษณ์ (Cultural Erasure)
ปัญหาที่พบบ่อยคือ AI มักจะสร้างลวดลายที่ดู “คล้าย” จะเป็นไทยหรือเอเชีย แต่ขาดความถูกต้องและจิตวิญญาณ (Hallucinations) หรือแย่กว่านั้นคือเข้ามาแทนที่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ไปเลย โจทย์ของงานวิจัยนี้จึงเป็นการเปลี่ยนสมการใหม่:
ทำอย่างไรให้ GenAI สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ (Human Creativity) แทนที่จะเข้ามาแทนที่?
The Solution: รู้จักกับ HHAI Canvas
คณะผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า HHAI Canvas ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลาง (Socio-technical design tool) ให้ชุมชนและ AI ทำงานร่วมกัน โดยแบ่งองค์ประกอบออกเป็น 3 ส่วนสำคัญที่ต้องทำงานสอดประสานกัน,:



HHAI Canvas
1. Heart (หัวใจและเรื่องราว) ❤️
นี่คือ “หัวใจ” ทางวัฒนธรรม (Cultural Anchoring) ช่องนี้บังคับให้ผู้ออกแบบระบุ “เรื่องราว” (Storytelling) ตำนาน ความเชื่อ หรือคุณค่าทางจิตใจ ก่อนที่จะเริ่มออกแบบ สิ่งนี้ทำหน้าที่เป็น Prompt Engineering Scaffold ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ AI มั่วข้อมูล และทำให้ผลงานมีที่มาที่ไป,
2. Hand (ฝีมือและทักษะ) ✋
คือภูมิปัญญาที่จับต้องได้ (Tacit Knowledge) เช่น เทคนิควัสดุ และที่สำคัญที่สุดคือ “ภาพร่างลายเส้น” (Sketches) งานวิจัยนี้เน้นว่า AI ไม่ควรเริ่มจากศูนย์ แต่ควรเริ่มจากลายเส้นหยาบๆ ของช่างฝีมือ เพื่อใช้เป็น Visual Constraints (ข้อจำกัดทางภาพ) บังคับให้ AI เคารพโครงสร้างดั้งเดิมของงาน,
3. AI Harmony (การร่วมสร้างสรรค์) 🤖
เมื่อมี Heart และ Hand แล้ว จึงค่อยใช้ AI (ในงานวิจัยนี้ใช้โมเดล Gemini 2.5 Flash Image หรือโค้ดเนม Nano Banana) มาช่วยขยายไอเดีย ผ่านเทคนิคการเขียนคำสั่งแบบ Role-Task-Context เพื่อให้ AI ทำหน้าที่เป็น “เพื่อนคู่คิด” (Co-creative partner) ช่วยเห็นภาพสินค้าที่ทันสมัยขึ้น,

From Sketch to Product: กรณีศึกษาจากเชียงแสน
ทีมวิจัยได้นำ Canvas นี้ไปทดสอบจริงกับกลุ่มนักออกแบบท้องถิ่น ช่างทอผ้า และผู้ผลิตสมุนไพรในอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จำนวน 39 คน กระบวนการทำงานน่าสนใจมากครับ:
1. Grounding: เริ่มจากเขียนเล่าเรื่องราวความภูมิใจของเชียงแสน (Heart)
2. Sketching: วาดภาพลายเส้นง่ายๆ เช่น ลายพญานาค หรือลายน้ำไหล ลงบนกระดาษ (Hand)
3. Co-Creation: นำภาพวาดนั้นป้อนเข้าสู่ AI พร้อมคำสั่งที่ระบุบริบทชัดเจน AI จะทำการแปลงลายเส้นนั้นให้กลายเป็นภาพสินค้าเสมือนจริง (High-fidelity visualization) เช่น เสื้อคลุมแฟชั่น หรือกระเป๋าผ้า,






ผลลัพธ์ที่ได้:
• 30.8% ของผู้เข้าร่วมระบุว่า AI ช่วยให้เกิด “ไอเดียใหม่” ที่พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อน,
• 25.6% ใช้ AI เพื่อช่วยทำภาพจำลองสินค้า (Mockup) ให้ลูกค้าเห็นภาพ
• คะแนนความพึงพอใจด้านความง่ายในการใช้งานสูงถึง 4.3/5 ซึ่งพิสูจน์ว่าแม้ไม่ใช่ดีไซเนอร์มืออาชีพ ก็สามารถใช้เครื่องมือนี้ได้


Why It Works: มุมมองจากนักวิจัย UX
สิ่งที่ทำให้งานนี้น่าสนใจในเชิงวิชาการ คือการวางตำแหน่งของ Canvas ให้เป็น “Boundary Object”
1. ภาษากลาง (Shared Interface): Canvas ทำหน้าที่เป็นตัวแปลภาษา ระหว่าง “ภาษาช่าง” (ลายเส้น/ความเชื่อ) กับ “ภาษาคอมพิวเตอร์” (Prompt) ทำให้คนสองกลุ่มนี้คุยกันรู้เรื่อง
2. ลดความกลัว (Demystification): สำหรับชาวบ้าน เทคโนโลยีมักดูน่ากลัวและเข้าถึงยาก แต่ Canvas ช่วยลดทอนความซับซ้อน ทำให้พวกเขากล้าที่จะลอง และรู้สึกว่าตนเองยังเป็น “เจ้าของผลงาน” (Human Agency) อยู่
3. Mixed-Initiative Interaction: ระบบไม่ได้ทำงานออโต้ทั้งหมด แต่เปิดช่องให้มนุษย์ “เลือก” และ “ปรับ” ผลลัพธ์ ทำให้เกิดสมดุลระหว่างความแปลกใหม่ของ AI กับความถูกต้องทางวัฒนธรรมของมนุษย์
บทสรุป: อนาคตของงานหัตถกรรมในยุค AI
งานวิจัยชิ้นนี้สรุปไว้อย่างคมคายว่า “AI ควรเป็นพาร์ทเนอร์ในการสืบสานวัฒนธรรม ไม่ใช่ผู้มาแทนที่” (AI as a partner in cultural continuity)
HHAI Canvas พิสูจน์ให้เห็นว่า หากเรามีการออกแบบกระบวนการที่ดี (Human-Centered Design) เราสามารถใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Generative AI เพื่อช่วยให้ภูมิปัญญาท้องถิ่น “มีชีวิต” และ “ขายได้” ในโลกยุคใหม่ โดยที่จิตวิญญาณดั้งเดิมไม่สูญหายไป
นี่คือก้าวสำคัญของการออกแบบแบบมีส่วนร่วม (Participatory Design) ที่ทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นเรื่องของทุกคนอย่างแท้จริงครับ
























































